Royal Jelly 1610mg 6% 10-HDA 365 Capsules ( Costar )

Royal Jelly 1610mg 6% 10-HDA 365 Capsules ( Costar )

ราคา 1690 บาท

Royal Jelly 1610 mg 6% 10-HDA ความเข้มข้นของ นมผึ้ง (Royal Jelly) ยี่ห้อ Costar สเปคนี้เป็นเวอชั่นที่ออกใหม่มีความเข้มข้นสูงสุดถึง 1610 mg ที่รุ่นเก่าที่มีขายทั่วไปนั้นมีความเข้มข้นเพียง 1410 mg สินค้าตัวนี้ผ่านการรับรองคุณภาพจากรัฐบาลของออสเตรเลีย และเป็นที่นิยมในอเมริกาและยุโรปรวมถึงผู้ที่รักสวยรักงาม รักษาสุขภาพทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย โดดเด่นโดยเฉพาะเรื่องการสร้างสรรความอ่อนเยาว์ เพิ่มและปรับสมดุลแห่งความสาวสะพรั่งให้กลับมาเปล่งปลั่งตื่นตัวอีกครั้ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทานร่วมกับอาหารเสริมกลุ่มผิวพรรณอย่างคอลลาเจนหรือสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นได้อย่างดีเยี่ยม กับคุณประโยชน์มากมายมหาศาลที่ว่ากันเป็นเรื่องราวของงานวิจัยทางการแพทย์ที่มีมียาวนานกันระดับ 100 ปี

royal jelly 6 % HDA costar (3)นมผึ้ง (Royal Jelly) ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อาหารทิพย์ หรือโอสถแห่งอายุวัฒนะ ” เนื่องจากเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงดูตัวอ่อนของผึ้ง และผึ้งนางพญา ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผลิตขึ้นโดยผึ้งงาน หรือ ผึ้งนางพยาบาล โดยที่นมผึ้งจะขับออกมาจากต่อมไฮโปฟาริงค์ (hypo-pharyngeal gland) และต่อมน้ำลาย (mandibular gland) ที่อยู่บริเวณส่วนหัวของผึ้งงานนั่นเอง นมผึ้งจึงอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและผิวพรรณ

นมผึ้ง (Royal Jelly)

นมผึ้ง (Royal Jelly) เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงตัวอ่อนของผึ้งนางพญา มีลักษณะ เหมือนครีมข้นสีขาว ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผลิตขึ้นโดยผึ้งงาน (Apis mellifera) หรือ ผึ้งนางพยาบาล (Nurse bees) ในช่วงอายุ 7 วัน ซึ่งผึ้งงานเป็นผึ้งเพศเมียเช่นเดียว กับผึ้งนางพญา นมผึ้งจะขับออกจากจากต่อมไฮโปฟาริงค์ (hypo-pharyngeal gland) และต่อมน้ำลาย (mandibular gland) ที่อยู่บริเวณส่วนหัวของผึ้งงาน ซึ่ง นมผึ้งจะถูกสร้างขึ้นจากที่ต่อมไฮโปฟาริงค์มากกว่าที่ต่อมน้ำลาย นอกจากนี้ ต่อม น้ำลายยังสามารถสร้างกรด 10-Hydroxy-2-Decenoic (10-HDA) และกรดไขมัน อื่นๆ อีกด้วยroyroal jelly 6 % HDA costar (1)

ผึ้งงาน จะคายนมผึ้งออกจากปากใส่ลงในหลอดรวงตัวอ่อน (brood cells) นอก จากนั้นผึ้งงานจะป้อนนมผึ้งให้แก่ผึ้งนางพญาตั้งแต่เป็นหนอนตัวอ่อนจนกลาย เป็น ผึ้งนางพญาที่สมบรูณ์ ผึ้งทั่วไปได้รับนมผึ้งเพียงแค่ 3 วันแรก ซึ่งมีเฉพาะตัวอ่อนที่ เจริญไปเป็นผึ้งนางพญาเท่านั้นที่ได้รับนมผึ้งตลอดชีวิต เหตุนี้จึงถูกเรียกว่า อาหาร ทิพย์ วุ้นทิพย์ วุ้นราชินี อาหารราชินี หรือ อาหารนางพญา

คุณประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของ นมผึ้ง หรือ รอยัล เยลลี่ (Royal Jelly)

1. แหล่งอันอุดมของวิตามินบีรวมและเป็นแหล่งให้พลังงานที่เต็มประสิทธิภาพตลอดวัน อันได้แก่ วิตามินบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 และบี 12

  • วิตามินบี 1 ต่อต้านความเหนื่อยล้า ลดอาการอ่อนเพลีย กระตุ้นการนอนหลับให้ดีขึ้นและอาการป่วยที่เกิดขึ้นจากการทำงานผิดปกติของ ระบบประสาท
  • วิตามินบี 2 ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมัน ดังนั้นจึงช่วยเพิ่มความเร็วในการเปลี่ยนสารเหล่านี้ให้อยู่ในรูปพลังงาน
  • วิตามินบี 5 ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของผมหงอก การขาดวิตามินบี 5 จะส่งผลต่อฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไต ส่งผลให้ฮอร์โมนเกิดการผิดปกติ ในผู้ชายพบว่ามีจำนวนสเปิร์มต่ำลง ทำให้เป็นหมันและผมร่วงเป็นต้น
  • วิตามินบี 6 ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญโปรตีน ควบคุมความสมดุลของกระแสเลือด โดยการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

2. คงความอ่อนเยาว์ ชะลอวัย

  • ต่อต้านสารอะนุมูลอิสระ : วิตามิน เอ ซีและอี ปกป้องเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ คงความอ่อนเยาว์และความสวย และป้องกันเซลล์จากผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีทั้งภายในและภายนอก เช่น อารมณ์ การทำลายโดยแสงแดด อุณหภูมิจากสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ มลพิษ ฯลฯ สามารถชะลอกระบวนการร่วงโรยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เจลลาติน : กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยควบคุมการเกิดกระบวนร่วงโรย ปรับความยืดหยุ่นให้ผิว และช่วยรักษาบาดแผล
  • โปรตีนและกรดอะมิโน ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่เริ่มเสื่อมสภาพ

3. ปรับระดับความสมดุลของฮอร์โมน

  • นมผึ้งช่วยควบคุมต่อมไร้ท่อได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
  • สามารถช่วยควบคุมวงจรการมีประจำเดือนและบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  • สำหรับผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ นมผึ้งมีส่วนช่วยกระตุ้นความรู้สึกต้องการทางเพศได้
  • ช่วยลดอาการต่าง ๆ ในวัยทอง

4. ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันและความต้านทานโรคของร่างกาย

  • มีสารประกอบต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายโปรตีน ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน
  • มีปริมาณ 10H2DA สูงซึ่ง 10H2DA เป็นสารอาหารที่มีเฉพาะในนมผึ้ง หรือรอยัล เยลลี่ เท่านั้น
  • 102HDAเปลี่ยนเป็นสารที่ช่วยระบบต้านทานโรคในร่างกายมนุษย์ ป้องกันอาการเจ็บป่วย และช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย

5. ประโยชน์อื่น ๆ ของนมผึ้ง หรือรอยัลเยลลี่

  • ส่งเสริมการทำงานของระบบเลือด และป้องกันการกั้นขวางกระแสเลือด
  • ทำให้อายุยืนยาว
  • ให้พลังงาน
  • ลดการติดเชื้อ
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารอื่น ๆ
  • ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร
  • ทำให้โครงสร้างกระดูกและฟันแข็งแรงขึ้น
  • ควบคุมการเกิดโรคเบาหวาน ไมเกรน โรคเกี่ยวกับกระเพาะและลำไส้ โรคเก๊าท์ ข้อต่ออักเสบ ริดสีดวงทวารและโรคอื่น ๆ
  • วิตามิน A,C และ E ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ จึงปกป้องและฟื้นฟูเซลล์ผิวให้คงความอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
  • เจลาติน ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว และช่วยรักษาบาดแผล

royroal jelly 6 % HDA costar (7)royal jelly 6 % HDA costar (4)10-HDA คืออะไร

– กรด “10 hydroxy-2-decenoic” หรือ “10-HDA” เป็นสารอาหารที่พบได้ในนมผึ้งเท่านั้น มีฤทธิ์ต้านต้านการเจริญของแบคทีเรียหลายชนิด รวมทั้งเชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป เช่น “Proteus Vularis” หรือ “Pseudomonas aeruginosa”
-อะเซทิลคอลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของประสาทในมนุษย์ มีฤทธิ์ในการขยาย หลอดเลือด จึงสามารถช่วยลดความดันเลือดได้
-กรดซีบาสิด (sebacid acid) กรดไขมันที่มีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อราที่ผิวหนัง และสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ แบคทีเรียบางชนิด
– ไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ช่วยให้ผิวหนังสดใส และไร้สิวฝ้า
– ไอโนซิทอล (inositol) ซึ่งช่วยขจัดไขมันตกค้างในตับ ลดคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด และยังเป็นสารต้านความเครียด ช่วย บำรุงรักษาเส้นผม
-มีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน (insulinlike peptide) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

นับได้ว่านมผึ้งเป็นแหล่งของสารอาหารที่ ครบถ้วน มีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ รวมทั้งเอนไซน์ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า สารอาหารในนมผึ้งนั้น มีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมวัวถึง 5เท่า และมีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า 3เท่า รวมทั้งปริมาณวิตามินที่พบในนมผึ้งยังมีปริมาณมากกว่าในนมวัวอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่านมผึ้งมีคุณสมบัตินานับประการที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ร่างกายให้แข็งแรงได้ดังนี้

  • ต้านสารกัมมันตรังสี ต้านการเจริญ และช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ลดอาการอักเสบของเซลล์มะเร็ง
  • เสริมการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง สามารถช่วยควบคุมวงจรการมีประจำเดือนและบรรเทาอาการปวดประจำเดือน รวมถึงการใช้ในการซ่อมแซมความอ่อนล้าและความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของเพศชาย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมและป้องกันภาวะกระดูกพรุน
  • ช่วยสร้างเม็ดเลือดและความแข็งแรง ของกระดูกในเด็กเล็ก และคนสูงอายุ จะเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และช่วยการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น
  • ช่วยดูดซับอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น
  • ช่วยรักษาบาดแผล และป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร

เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้มาจากธรรมชาติ 100% สีของนมผึ้งอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของน้ำผึ้งและนมผึ้งที่จะมีสีเข้มขึ้นเมื่อเก็บไว้เป็น ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ส่งผลต่อคุณประโยชน์ของนมผึ้ง และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่ประการใด

royal jelly 6 % HDA costar (2)คุณค่าทางการแพทย์ และทางยารักษาโรค ได้มีการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยา พบว่านมผึ้งมีคุณประโยชน์ ดังนี้ นมผึ้งมีกรด 10-Hydroxy-2-Decenoic Acid) หรือ 10-HDA ที่ผึ้งหนุ่มสร้างขึ้น จากต่อมที่ขากรรไกรล่าง ซึ่งเป็นสารประกอบชีวภาพสำคัญไว้สำหรับต้านเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา มีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่ากรด 10-HDA มีฤทธิ์ต้านเซลล์ มะเร็ง ต้านการเจริญของแบคทีเรียหลายชนิด กรด 10-HDA สามารถต้านการเจริญ ของ เชื้อไวรัส เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียทั้ง แกรมบวก และแกรมลบ อย่างเชื้อ Streptococcus และ Staphylococcus ที่เป็นสาเหตุของของการเจ็บป่วย เช่น การติดเชื้อในลำคอ โรคหลอดลมอักเสบ(bronchitis) และโรคผิวหนัง รวมทั้งเชื้อที่ ดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป เช่น Proteus Vularis หรือ Pseudomonas aeruginosa

มีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่ากรด 10-HDA มีฤทธิ์ต้านเซลล์ มะเร็ง ต้านการเจริญของแบคทีเรียหลายชนิด กรด 10-HDA สามารถต้านการเจริญของเชื้อไวรัส เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียทั้ง แกรมบวก และแกรมลบ อย่างเชื้อ Streptococcus และ Staphylococcus ที่เป็นสาเหตุของของการเจ็บป่วย เช่น การติดเชื้อในลำคอ โรคหลอดลมอักเสบ(bronchitis) และโรคผิวหนัง รวมทั้งเชื้อที่ ดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป เช่น Proteus Vularis หรือ Pseudomonas aeruginosa

royal jelly 6 % HDA costar (6)ปริมาณบริโภคการนมผึ้งสด จากข้อมูลทางการแพทย์ พบว่า ปริมาณบริโภคการนมผึ้งสดต่อวันในผู้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ซึ่ง ปริมาณต่ำสุด คือ 100-300 มิลลิกรัม/วัน ปริมาณปานกลาง 500 มิลลิกรัม/วัน และ ในกรณีที่สาหัสหรือเร่งด่วนใช้ปริมาณ 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน ส่วนในเด็กจะขึ้น อยู่กับอายุ โดยจะใช้แค่ 1/2 หรือ 1/4 ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ใช้ ส่วนปริมาณการ บริโภคนมผึ้งผงด้วยการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ซึ่งปริมาณที่ใช้ คือ 1/3 ของ ปริมาณการบริโภคนมผึ้งสดที่ได้กล่าวมาข้างต้น และปริมาณการบริโภคนมผึ้งผสม น้ำผึ้ง ซึ่งจำนวนของน้ำผึ้งที่เติมจะขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของนมผึ้ง โดยปกติเติมน้ำผึ้ง 1-3% ของนมผึ้งสด ปริมาณการบริโภคต่อวัน จะบริโภคหนึ่งช้อนชาหรือประมาณ 100-300 มก.

ข้อควรระวัง: หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน และสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานผลิตภัณฑ์จากผึ้งทุกชนิด

royal jelly 6 % HDA costar (11)+ ลักษณะทางกายภาพของนมผึ้ง +
นมผึ้งเป็นสารที่มีลักษณะเป็นของเหลวข้นเป็นเนื้อเดียวกัน มีสีครีมหรือเหลืองอ่อน จะมีลักษณะภายนอก และเนื้อสัมผัสคล้ายนมข้นหวาน หรือ โยเกิร์ต เป็นต้น (กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา, 2541; Matsui et al., 2002) ซึ่งนมผึ้งสดจะมีกลิ่นฉุนของพวกสารประกอบฟีโนลิก (phenolic) ซึ่งพบว่ากรดออกทาโนอิก (octanoic acid) เป็นส่วนประกอบหลักของสารประกอบที่ระเหยง่าย (volatile compound) ที่พบในนมผึ้ง (Nazzi et al., 2009) มีรสชาติเปรี้ยว (Krell, 1996) และรสค่อนข้างเผ็ดเล็กน้อย (กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค, 2551)

นมผึ้งมีความหนาแน่นประมาณ 1.1 g/cm3 และบางส่วนสามารถละลายน้ำได้ นมผึ้งมีความหนืดไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในนมผึ้ง และอายุของผึ้งงาน เมื่อเก็บนมผึ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือแช่เย็นที่อุณหภูมิ 5°C ความหนืดจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากสารประกอบไนโตรเจนที่ไม่ละลายน้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือมีปริมาณสารประกอบไนโตรเจนที่ละลายน้ำและกรดอะมิโนลดลง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดเนื่องจากกิจกรรมของเอนไซม์ที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง และเกิดปฏิกิริยาระหว่างส่วนของไขมันและโปรตีน และเมื่อเพิ่มน้ำตาลซูโครสหรือน้ำตาลทรายเข้าไป จะทำให้นมผึ้งกลายเป็นของเหลวไหลง่าย (Krell, 1996)

royal jelly 6 % HDA costar (11)+ องค์ประกอบของนมผึ้ง +

นมผึ้งมีองค์ประกอบหลัก คือ น้ำ โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และพื้นที่ในการเลี้ยงผึ้ง (Takekana, 1982; Ratanavalachai, 2002) นอกจากนี้นมผึ้งยังมีวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน และสารชีวโมเลกุล (Miyata  et al., 2004; Nagai & Inoue, 2004; Simuth et al., 2004; Stocker et al., 2005) ส่วนประกอบของนมผึ้งจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่จะเป็นนางพญาผึ้ง หากเก็บรักษานมผึ้งไว้ไม่ดีเท่าที่ควร จะส่งผลให้ส่วนประกอบต่างๆ ของนมผึ้งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นมผึ้งมีค่า pH ประมาณ 3.6-4.2 มีฤทธิ์เป็นกรด และมีองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมีน้ำอยู่ประมาณ 50-75% ของน้ำหนักเปียก รองลงมาเป็นส่วนของโปรตีน และน้ำตาล ซึ่งจะมีมากที่สุด (Krell, 1996) มีโปรตีนประมาณ 12-15% โดยเฉลี่ยของนมผึ้ง (Takenaka, 1982) ประกอบด้วยโปรตีนที่ละลายในน้ำได้ (water soluble protein) และไม่ละลายในน้ำ (water – insoluble protein) โดยโปรตีนที่ละลายในน้ำได้มีมากกว่า 46-89% ของโปรตีนทั้งหมดในนมผึ้ง (Chen and Chen, 1995; Takenaka and Echigo, 1983) จะมีสารจำพวกไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเป็นโปรตีนหลัก 6 ชนิด และไกลโคโปรตีน 4 ชนิด มีกรดอะมิโนอิสระเฉลี่ย 2.3% และเปปไทด์ (peptide) 0.16% ของสารประกอบไนโตรเจน (Krell, 1996; Schmitzova et al., 1998)

นมผึ้งมีกรดอะมิโน และอนุพันธ์ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ (Krell, 1996) คือ histidine (His), serine (Ser), arginine (Arg), glycine (Gly), aspartic acid (Asp), glutamic acid (Glu), threonine (Thr), alanine (Ala), hydroxylysine (Hylys), proline (Pro), cysteine (Cys), lysine (Lys), tyrosine (Tyr), methionine (Met), valine (Val), isoleucine (Ile), leucine (Leu), phenylalanine (Phe), taurine (Tau), g-aminobutyric (GABA), aminoisobutyric acid (AABA), ornithine (Orn), glutamine (Gln), asparagines (Asn), hydroxyproline (Hypro) และ tryptophan (Trp) (Wu et al., 2009)
ซึ่งกรดแอสพาร์ติกเป็นกรดอะมิโนหลักที่จำเป็นสำหรับการเจริญของเนื้อเยื่อ และสร้างถึง 16.1% ของปริมาณโปรตีนในนมผึ้ง และพบว่าทั้งกรดแอสพาร์ติก และกรดกลูตามิคแสดงบทบาทสำคัญมากในการเป็นศูนย์กลางการทำงานของเอนไซม์ (enzyme active centers) เหมือนเป็นการรักษาความสามารถในการละลาย (solubility) และลักษณะไอออนของโปรตีน (Krell, 1996)

ในนมผึ้งยังประกอบด้วยเอนไซม์ ได้แก่ เอนไซม์กลูโคสออกซิเดส (glucoseoxidase) ฟอสฟาเตส (phosphatase) คอลีนเอสเทอเรส (cholinesterase) (Krell, 1996) ยังพบว่านมผึ้งมีสารที่คล้ายอินซูลิน (insulinlike peptide) (Kramer et al., 1980 และ 1982) และพบว่ามีเปปไทด์ที่มีกรดอะมิโนที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบรูณ์ ได้แก่ รอยัลไลซีน (royalizin) ประกอบด้วยเรซีดิวส์ของกรดอะมิโน (amino acid residues) 51 โมเลกุล เชื่อมด้วยพันธะไดซัลไฟด์ (disulfide bond) 3 พันธะ ซึ่งเป็นโปรตีนที่สมบัติเป็นสารต้านจุลินทรีย์ (antimicrobial protein) (Fujiwara et al., 1990) อะไพซิน(apisin) (Watanabe et al., 1996, 1998) และรอยัลแลคซิน (royalactin) (Kamakura et al., 2001)

ฮอร์โมนที่พบในนมผึ้ง ได้แก่ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) ตรวจพบปริมาณน้อยมาก ประมาณ 0.012 g/g นมผึ้งสด (Krell, 1996) และฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน (progesterone) ประมาณ 0.003 g/g นมผึ้งสด (Tangpraprutgul, 1993)

น้ำตาลในนมผึ้งมีอยู่ประมาณ 6-18% ของนมผึ้งสด หรือ 18-52% (น้ำหนักแห้ง) มีน้ำตาล ฟรุกโตส และกลูโคสเป็นส่วนมาก (90% ของน้ำตาลทั้งหมด) ยังพบน้ำตาลชนิดอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณเพียงเล็กน้อย คือ น้ำตาลมอลโตส (maltose) ทรีฮาโลส (trehalose) เมลิไบโอส (melibiose) ไรโบส (ribose) และเออโลส (erlose) (Krell, 1996) ซึ่งไม่พบน้ำตาลแลคโตสในนมผึ้งสด (Sesta, 2006)

นมผึ้งมีไขมันประมาณ 3-5% ประกอบด้วยกรดไขมันอิสระ 80-90% (น้ำหนักแห้งของไขมันทั้งหมด) ส่วนมากเป็นกรดไขมันที่มีโมเลกุลสายสั้น (short chain fatty acid) มีจำนวนคาร์บอน 8-10 อะตอม เช่น กรดไขมันประเภทไฮดรอกซี (hydroxy fatty acids) หรือ กรดไดคาร์บอกซิลิก (dicarboxylic acid) ซึ่งพบว่านมผึ้งมีกรดไขมันที่สำคัญ คือ 10-hydroxy-2-decenoic acid (10-HDA; 10-hydroxy-d-2-decenoic acid; trans 10-hydroxy-2-decenoic acid) (Krell, 1996) และพบได้เฉพาะในนมผึ้งเท่านั้น จึงได้ชื่อว่ากรดนมผึ้ง (royal jelly acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันหลักที่พบในนมผึ้ง และมีปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดในนมผึ้ง มีน้ำหนักโมเลกุลเท่ากับ 186.25 และมีสูตรโมเลกุล คือ C10H18O3 (Tani et al., 2009)
         พบว่าสามารถแยกกรดไขมันประเภทไฮดรอกซีได้หลายชนิด ได้แก่ 3,10-dihydroxydecanoic acid, (E)-9-hydroxy-2-decenoic acid, 11-hydroxydodecanoic acid และ11,12-dihydroxydodecanoic acid  ได้มีการรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมทางชีวภาพของกรดไขมันเหล่านี้ไว้เช่นกัน (Noda  et al., 2005; Melliou and Chinou, 2005) และพบว่า (E)-9, 10-hydroxy-2-decenoic acid เป็นองค์ประกอบใหม่ที่ถูกแยกได้จากนมผึ้ง (Tani et al., 2009)

+ ปริมาณการบริโภคนมผึ้งต่อวัน +
องค์การ FDA (Food and Drug Adminidtration) เท่านั้นที่มีสิทธิ์บังคับควบคุมในประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) สามารถกำหนดเงื่อนไขของปริมาณการบริโภคแต่ละวัน (dose, dosage) ของอาหารเสริม ซึ่งองค์การ FDA กำหนดให้นมผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (FDA, 2007) และจนถึงทุกวันนี้พบว่านมผึ้ง และผลิตภัณฑ์อื่นจากผึ้ง ยังไม่มีการกำหนดปริมาณการบริโภคในแต่ละวันด้วยองค์การ FDA

ดังนั้นจึงไม่มีการแนะนำถึงปริมาณบริโภคในแต่ละวันของนมผึ้ง และผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ซึ่งผู้ที่บริโภคนมผึ้งเป็นการใช้เพื่อประโยชน์บำรุงสุขภาพเหมือนเป็นอาหารเสริม จากการายงานข้อมูลที่มีการกำหนดปริมาณการบริโภคแต่ละวันนั้นเป็นเพียงการสะสมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของนมผึ้ง และอาหารเสริมอื่นๆ ซึ่งไม่ได้พิจารณาจากองค์การ FDA จึงไม่สามารถตีพิมพ์ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่แก่ผู้บริโภคได้ (Taylor, 2009)

จากรายงานการวิจัยพบว่าการรับนมผึ้งเป็นเวลา 1-2 เดือน โดยการกลืนหรืออมใต้ลิ้นให้นมผึ้งละลายในปริมาณ 200-500 mg/วัน ซึ่งนมผึ้งจะทำหน้าที่เหมือนเป็นยาบำรุง และยากระตุ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพของมนุษย์ (Krell, 1996) จากการรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าปริมาณบริโภคการนมผึ้งสดต่อวันในผู้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ซึ่งปริมาณต่ำสุด คือ 100-300 mg/วันปริมาณปานกลาง 500 mg/วัน และในกรณีที่สาหัสหรือเร่งด่วนใช้ปริมาณ 800-1,000 mg/วัน ส่วนในเด็กจะขึ้นอยู่กับอายุ โดยจะใช้แค่ 1/2 หรือ 1/4 ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ใช้ ส่วนปริมาณการบริโภคนมผึ้งผงด้วยการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ซึ่งปริมาณที่ใช้ คือ 1/3 ของปริมาณการบริโภคนมผึ้งสดที่ได้กล่าวมาข้างต้น (Donadieu, 1983) และปริมาณการบริโภคนมผึ้งผสมน้ำผึ้ง ซึ่งจำนวนของน้ำผึ้งที่เติมจะขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของนมผึ้ง โดยปกติเติมน้ำผึ้ง 1-3% ของนมผึ้งสด ปริมาณการบริโภคต่อวัน จะบริโภคหนึ่งช้อนชาหรือประมาณ 100-300 mg (Donadieu, 1983; Krell, 1996)

thumbnail_bigger_froyal jelly 6 % HDA costar (11)062f7d72b9f53d1ca85b9bbfc268dd8-horz

+ เอกสารอ้างอิง +

– กระทรวงสาธารณสุข. (2548). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 294) เรื่องรอยัลเยลลีและผลิตภัณฑ์รอยัลเยลลี.
– กระทรวงสาธารณสุข. (2548). คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) เรื่องผลิตภัณฑ์อาหารเสริม.
– กรมส่งเสริมการเกษตร. (2528). การสัมมนาการเลี้ยงผึ้งแห่งชาติ ครั้งที่ 1. เอกสารประกอบการสัมมนา, เชียงใหม่.
– กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เอกสารเผยแพร่. (2541). “รอยัลเยลลี” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://webnotes.fda.moph.go.th/consumer/csmb/csmb2545.nsf/c8822a1b58ee742747256e60002f3b8a/423c22823e9b536dc7256cc4000c7d26?OpenDocument (23 มกราคม 2551).
– กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2551). “นมผึ้ง” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://elib.fda.moph.go.th (23 มกราคม 2551).
– ประไพศรี  ศิริจักรวาล. สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2537). “นมผึ้ง” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มาhttp://www.inmu.mahidol.ac.th/th/knowledge/pdf/66.pdf (28 มกราคม 2551).
– พิชัย  คงพิทักษ์. (2524). การคัดเลือกและการผลิตสายพันธุ์ผึ้งพันธุ์ (Apis mellifera L.) เพื่อผลิตนมผึ้ง. รายงานการวิจัยเสนอต่อสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, เชียงใหม่.
– พิชัย  คงพิทักษ์ และสมนึก บุญเกิด. (2537). การปรับปรุงการเลี้ยงผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้ง. โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาการเกษตร. สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม : ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ.
– วัฒนะ พีระพันธุ์. (2546). การผลิตรอยัลเยลลี. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร, พิษณุโลก.
– สิริวัฒน์  วงษ์ศิริ. (2540). สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 15. “ผึ้ง : ทำไมผึ้งนางพญาจึงมีขนาดโตกว่าผึ้งอื่นๆ” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK15/chapter1/t15-1-l3.htm#sect (18 มกราคม 2553).
– สุภาภรณ์  พงศกร. (2539). เกร็ดความรู้เรื่อง Royal jelly (นมผึ้ง). คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
– อิทธิพล  หนูน้ำคำ. (2545). ผลของนมผึ้งต่อการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด. วิทยานิพนธ์วิทยศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
– Antinelli, J.F., Zeggane, S., Davico R., Rognone, C., Faucon, J.P. and Lizzani, L. (2003). Evaluation of (E)-10-hydroxydec-2-enoic acid as a freshness parameter for royal jelly. Food Chemistry, 80(1), 85-89.
– Bincoletto, C., Eberlina, S., Figueiredoa, C.A.V., Luengoa, M.B. and Queiroza, M.L.S.  (2005). Effects produced by royal jelly on haematopoiesis: relation with host resistance against Ehrlich ascites tumour challenge.  International Immunopharmacology, 5(4), 679-688.
– Buratti, S., Benedetti, S. and Cosio, M.S. (2007). Evaluation  of  the  antioxidant  power  of  honey, propolis  and  royal jelly  by  amperometric flow injection analysis. Talanta, 71(3), 1387–1392.
– Chen C. and Chen S. Y. (1995) Changes in protein components and storage stability of royal jelly under various conditions. Food Chemistry, 54(2), 195–200.
– Decourt, M.N. (1956). Royal jelly. Rev. Path. Genm. Paris, 56 : 1495.
– Donadieu, Y. (1983). Dosage of royal jelly. Royal Royal Jelly in Natural Therapeutics, 27(3), 182-185.
– FDA. (2007) “Royal Jelly” [online]. Available :
http://www.fda.gov/ICECI/EnforcementActions/WarningLetters/2007/ucm076314.htm (20 April 2010).
– Fujii, A., Kobayashi, S., Kuboyama., N., Furukawa, Y., Kaneko, Y., Ishihama, S., Yamamoto, H. and Tamura, T. (1990). Augmentation of wound healing by royal jelly (RJ) in streptozotocin-diabatic rats. Journal of Pharmacology, 53(3), 331-337.
– Fujiwara, S., Imai, J., Fujiwara, M., Yaeshima, T., Kawashima, T. and Kobayashi, K. (1990). A potent antibacterial protein in royal jelly. Purification and determination of the primary structure of royalisin. Journal of Biology and Chemistry, 265(19), 11333–11337.
– Hart, C. (1999). The mysterious placebo effect. Modern Drug Discovery, American Chemical Society, 2(4), 30-40.
– Hidaka, S., Okamoto, Y., Uchiyama, S., Nakatsuma, A., Hashimoto, K., Ohnishi, S.T. and Yamaguchi, M. (2006). Royal jelly prevents osteoporosis in rats : Beneficial effects inovariectomy model and in bone tissue culture model. Evidence-based Complementary and Alternative Medicine, 3(3), 339-348.
– Husein, M.Q. and Haddad, S.G. (2006). A new approach to enhance reproductive performance in sheep using royal jelly in comparison with equine chorionic gonadotropin. Journal of Animal Reproduction Science, 93(1-2), 24-33.
– Jamnik, P., Goranovic, D. and Raspor, P. (2007). Antioxidative action of royal jelly in the yeast cell. Journal Experimental Gerontology, 42(7), 594-600.
– Kamakura, M., Mitani, N., Fukuda, T. and Fukushima, M., (2001). Antifatigue effect of fresh royal jelly in mice. Journal of Nutrient  Science  Vitaminology, 47(6), 394-401.
– Kramer, K.J., Tager, H.S. and Childs, C.N. (1980). Insulinlike and glucagon-like peptides in insect hemolymph. Insect Journal of Biochemistry, 10(3) 179–182.
– Kramer, K.J., Childs, C.N., Spiers, R.D. and Jacobs, R.M. (1982). Purification of insulin-like peptides from insect haemolymph and royal jelly. Insect. Journal of Biochemistry, 12(1), 91–98.
– Krell, R. (1996). Value-added products from beekeeping. FAO Agricultural Service Bullentin No. 124. Food and Agriculture Organization of the United Nations, Rome.
– Kridli, R.T. and Al-Khetib, S.S. (2006). Reproductive responses in ewes treated with eCG or increasing doses of royal jelly. Journal of Animal Reproduction Science, 92(1-2), 75-85.
– Majtan, J., Kovacova, E., Bilikova, K. and Simuth, J. (2006). The immunostimulatory effect of the recombinant apalbumin 1-major honeybee royal jelly protein-on TNF-α release.  International  Immunopharmacology, 6(2), 269-278.
– Matsui, T., Yukiyoshia, A., Doi, S., Sugimotob, H., Yamada, H. and Matsumoto, K. (2002). Gastrointestinal enzyme production of bioactive peptides from royal jelly protein and their antihypertensive ability in SHR. Journal of Nutritional Biochemistry, 13(2), 80–86.
– Melliou, E. and Chinou, I. (2005). Chemistry and Bioactivity of Royal Jelly from Greece. Journal of Agriculture Food Chemistry, 53(23), 8987-8992.
– Mishima, S., Suzuki, K., Isohama, Y., Kuratsu, N., Araki, Y., Inoue, M. and Miyata, T. (2005). Royal jelly has estrogenic effect in vitro and in vivo. Journal of Ethnopharmacology, 101(1-3), 215-220.
– Miyata, K., Okamoto, S., Ushio, I., Iwaki, S., Ikeda, K. and Kurimoto, M. (2004). Identification of a collagen production- promoting factor from an extract of royal jelly and its possible mechanism. Bioscience Biotechnology and Biochemistry, 68(4), 767-773.
– Morse, R.A. (1975). Bees and beekeeping. New York : Cornell University Press.
– Nagai, T., Inoue, R., Suzuki, N. and Nagashima, T. (2006). Antioxidant properties of enzymatic hydrolysates from royal jelly. Journal of Medicinal Food, 9(3), 363-367.
– Nakajin, S., Okiyama, K., Yamashita, S., Akiyama, Y. and Shinoda, M. (1982). Effect of royal jelly on experimental hyperchoresterolemia in rabbit. Yakugaku Zasshi, 36(1), 65-69.
– Nazzi, F., Bortolomeazzi, R., Vedova, G.D., Piccolo, F.D., Annoscia, D. and Milani, N. (2009). Octanoic Acid Confers to Royal Jelly Varroa-Repellent Properties. Naturwissenschaften, 96(2), 309–314.
– Noda, N., Umebayashi, K., Nakatani, T., Miyahara, K. and Ishiyama, K. (2005). Isolation and characterization of some hydroxy fatty and phosphoric acid esters of 10-hydroxy-2-decenoic acid from the royal jelly of honeybees (Apis mellifera). Lipids, 40(8), 833-838.
– Schmitzova, J., Klaudiny, J., Albert, S., Schroder, W., Schreckengost, W., Hanes, J., Judova, J. and Simuth, J. (1998). A family of major royal jelly proteins of the honeybee (Apis mellifera L.). Cell Molecule Life Science, 54(9), 1020-1030.
– Sesta, G. (2006). Determination of sugars in royal jelly by HPLC. Apidologie Sciences, 37(extra issue), 84–90.
– Shimoda, M., Nakajin, S., Oikawa, T., Sato, K., Kamogawa, A. and Akiyama, Y. (1978). Biochemical studies on vasodilative factor in royal jelly. Yakugaku Zasshi, 98(2), 139-145.
– Simuth, J., Bilikova, K., Kovacova, E., Kuzmova, Z. and Schroeder, W. (2004). Immunochemical approach to detection of adulteraton in honey; physiologically active royal jelly protein stimulating TNF-α release is a regular component of honey. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 52, 2154-2158.
– Stocker, A., Schramel, P., Kettrup, A. and Bengsch, E. (2005). Trace and mineral elements in royal jelly and homeostatic effects. Journal of Trace Elements in Medicine and Biology, 19(2-3), 183–189.
– Takekana, T. (1982). Chemical Composition of Royal Jelly. Honey Bee Science, 3, 69-74.
– Takenaka T. and Echigo T. (1983). Proteins and peptides in royal jelly. Nippon Nogeikagaku Kaishi, 57, 1203–1209.
– Tangpraprutgul, P. (1993). Steroid hormone-like substances in royal jelly in Asian Apiculture. Press, U.S.A., 344-347.
– Tani, H., Takahashi, S., Hasumi, K., Tatefuji, T., Hongo, Y. and Koshino, H. (2009). Isolation of (E)-9,10-dihydroxy-2-decenoic acid from royal jelly and determination of the absolute configuration by chemical synthesis. Tetrahedron : Asymmetry, 20(4), 457–460.
– Taylor, J.S. (2009).  “Royal Jelly Dosage” [Online]. Available : http://bee-pollen-royal-jelly.com/2009/10/23/royal-jelly-dosage/ (20 April 2010).
– Townsend, G.F., and Lucas, C.C. (1940). The Chemical Nature of Royal Jelly. Journal of Biochemistry, 34, 1155-1162.
– Townsend, G.F., Morgan, J.F., Toinai, Susan, Hazlett, Barbara, Morton, Helen J. (1960). Studies on the in vitro antitumor activity of fatty acids. I. 10-Hydroxy-2-decenoic acid from royal jelly. Cancer Research, 20, 503-10.
– Watanabe, K., Shinmoto, H., Kobori, M., Tsushida, T., Shimohara, K., Kanaeda, J. and Yonekura, M., (1996). Growth stimulation with honey royal jelly DIII protein of human lymphocytic cell lines in a serum-free medium. Journal of Biotechnology Techniques, 10(12), 959–962.
– Watanabe, K., Shinmoto, H., Kobori, M., Tsushida, T., Shimohara, K., Kanaeda, J., and Yonekura, M., (1998). Stimulation of cell growth in the U-937 human myeloid cell line by honey royal jelly protein. Journal of Cytotechnology, 26(1), 23–27.
– Yonei, Y. (1997). Colitis in a human consuming royal jelly. Food Chemistry and Toxicology, 35(12), 1228-1228.

Product Description:
Royal Jelly is a power pack of nutrition, designed by nature to create the queen bee and used by humans to maintain maximum health. Traditionally recognised for its ability to increase vitality, improve digestion and condition the skin, hair and nails New benefits of taking Royal Jelly, such as improved liver function, relieving stress, lowering cholesterol, and anti-inflammatory and anti-bacterial properties, are also being discovered. This Royal Jelly contain 6% 10-HDA. And what is 10-HDA. 10-HDA is only found in Fresh Royal Jelly and can not be made artificially. 10-HDA, which has many uses and is renowned for being the most important chemical in Fresh Royal Jelly, is responsible for many of the health benefits of Royal Jelly . Research shows that 10-HDA and Royalactin (both only found in Fresh Royal Jelly) destroys positive gramme bacteria like Streptococcus and Staphylococcus which can cause serious illnesses . Pack size: 365 Capsules Directions: Take 1 to 2 capsules daily , or as recommended by a healthcare professional. If symptoms persist, consult your healthcare professional. This product is a natural food supplement and should not replace a balanced and nutritious diet. Warnings: Not to be taken by asthma and allergy sufferers. Not suitable for children Formulation: Each capsule contain: Royal Jelly 1610mg 6% 10-HDA Benefits: Increasing endurance, stamina and vitality Relieving the effects of stress Enhanching skin tone, hair and nail strength Improving wound healing Improving general well being

About the Product
• Increasing endurance, stamina and vitality
• Enhanching skin tone, hair and nail strength
• Improving wound healing
• Improving general well being
• Royal Jelly is a power pack of nutrition, designed by nature to create the queen bee and used by humans to maintain maximum health. Traditionally recognised for its ability to increase vitality, improve digestion and condition the skin, hair and nails New benefits of taking Royal Jelly, such as improved liver function, relieving stress, lowering cholesterol, and anti-inflammatory and anti-bacterial properties, are also being discovered. 10-HDA is only found in Fresh Royal Jelly and can not be made artificially. 10-HDA, which has many uses and is renowned for being the most important chemical in Fresh Royal Jelly, is responsible for many of the health benefits of Royal Jelly . Package Contents : 365 Capsules of Costar Royal Jelly

royal jelly 6 % HDA costar (3)royal jelly 6 % HDA costar (11)

royal jelly 6 % HDA costar (9)